May
14
ฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งใดกันแน่ ที่ดลบันดาลให้ก้าวเท้ามาเหยียบ ณ ดินแดนแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง
ทางเจ็ดร้อยกว่าโค้งที่ทำเอาเมารถแทบแย่เกือบทุกครั้ง
“นี่ถ้าไม่ใช่ ปาย ก็คงไม่มา” ประโยคที่พร่ำบอกกับตัวเองและให้คนอื่นๆ ทราบ

พวกเราเดินทางจากเชียงใหม่มุ่งสู่ปายด้วยบริการรถตู้ ของ aYa service
เนื่องด้วยเป็นช่วงไฮซีซั่น ตรงกับวันหยุดในช่วงเดือนธันวาคมของปี
นักท่องเที่ยวจึงล้นหลามเป็นประวัติการณ์
กว่าพวกเราจะได้รถก็ต้องนั่งรออยู่หลายชั่วโมง
มีคนไทยหลายกลุ่มนั่งรอ และได้ขึ้นรถไปก่อนแล้ว
ส่วนกลุ่มของเรานั้นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ที่ aYa service เชียงใหม่ มีบริการอินเตอร์ให้เล่นระหว่างรอรถฟรี
ทำไมใครๆ ถึงไปปาย? ปายมีอะไรให้เที่ยว?
คำถามหลากหลายมาจากคนที่ยังไม่ได้ไปปาย
เอาหละ ฉันจะเล่าให้ฟัง..ด้วยการไปเที่ยวพร้อมๆ กันเลยนะคะ..
รถตู้ของเราออกจากเชียงใหม่เวลาสิบเอ็ดโมง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง
สำหรับคนที่ไม่ได้ขับรถไปปายเอง อย่างแรกเมื่อไปถึงปาย ควรหาที่เช่ามอเตอร์ไซต์ก่อน
หากว่าจะไปแบบตะลุยเที่ยวปาย (ไม่ได้ไปแบบพักผ่อนอยู่กับที่ ไม่แนะนำให้เช่ารถจักรยานค่ะ)
ร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ส่วนใหญ่ ตั้งอยู่บนถนนเส้นสถานีขนส่งปาย มีให้บริการอยู่หลายจุด
ที่ aYa services ปาย ก็มีบริการให้เช่า แต่ว่าตอนที่พวกเราไปถึงนั้นยังไม่มีรถว่างให้เช่า
พวกเราส่วนหนึ่งจึงออกเดินตามหาร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ ซึ่งไปได้รถที่ร้าน Good View
วางค่าประกัน 200 บาท พร้อมกับจ่ายค่าเช่ามอเตอร์ไซต์ล่วงหน้า 2 วัน
(ราคาเช่าส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 120-160บาทต่อวัน บางร้านอาจต้องวางค่าประกันเป็นหลักพัน แต่บางร้านอาจไม่ต้องมีค่าประกัน)
“ซันชายน์ปายรีสอร์ท” เป็นชื่อที่พักของพวกเราในทริปนี้ เป็นรีสอร์ทสร้างใหม่ มีเพียงไม่กี่หลัง
และอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 2 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าไม่ไกลเลย
ทางไปรีสอร์ทนี้อยู่ใกล้ๆ กับวัดพระธาตุแม่เย็น ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนมาปายไม่ควรพลาด
ขึ้นไปไหว้พระ และถือโอกาสชมวิวทิวทัศน์ของเมืองปายไปด้วย
นอกจากรีสอร์ทที่เราพักแล้ว แถวนั้นยังมีที่พักที่น่าสนใจอีกมากมายสำหรับคนที่สนใจจะไปปาย
อย่างเช่น AQUA, บ้านไทย รีสอร์ท แอนด์ สปา, แม่เย็น รีสอร์ท เป็นต้น

ทิวทัศน์ปายบางส่วน บริเวณทางผ่านจากสถานีขนส่งไปที่พัก
หลังจากเช็คอิน พักผ่อน นอนหลับ(เพราะเมารถ)แล้ว ประมาณห้าโมงเย็น พวกเราจึงพากันออกจากที่พัก
เพื่อหาอาหารมื้อเที่ยง(ที่ถูกเลื่อนเป็นมื้อเย็น)แทน ร้านส่วนใหญ่จะปิด และเปิดให้บริการอีกทีในตอนค่ำๆ รสชาติอาหารส่วนใหญ่ไม่ต่างกันเท่าใดนัก (พอใช้ได้) พวกเราพากันจัดการทานอาหารพื้นๆ ของไทยตรงหน้าด้วยความหิวโซ (ฮ่าๆๆ)
หลังจากอิ่มหมีพีมัน ก็ได้เวลาพลบค่ำ ซึ่งเป็นเวลาของถนนคนปายพอดิบพอดี
“ถนนคนปาย” (Pai Street Fair) ก็คล้ายๆ กับถนนคนเดินเชียงใหม่นั่นเอง
แต่ว่าไม่ใหญ่เท่าเชียงใหม่ และนอกจากที่คนเอาของมาวางขายตามข้างถนนแล้ว
ยังมีพวกร้านค้าหัตถกรรม, บ้านแกลอรี่ที่ชื่อ Pai-Post, ร้านขายโปสการ์ด-ของที่ระลึก
อย่างร้านยอดฮิต ที่ชื่อ มิตรไทย, Mu-Shop ก็ยังเปิดบริการยาวจนถึงตอนกลางคืน
แลดูเข้ากับถนนคนปายได้อย่างกลมกลืนเลยทีเดียว
ส่วนหนึ่งของถนนคนปาย

บรรดาร้านรวงต่างๆ


บรรดาสาวๆสิเจะ ที่พากันถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน

เดินจนเมื่อย ไม่ช๊อปปิ้งแต่ก็เหนื่อย.. หลังจากความเมื่อยล้ามาเคาะประตูเรียกอยู่หลายนาน
พวกเราก็พ่ายแพ้ให้แก่มัน จึงพากันบึ่งมอเตอร์ไซต์กลับที่พัก แต่ทว่าพอได้น้ำเย็นๆ ชโลมตัวแล้ว
ก็รู้สึกสดชื่น ทำให้มีแรงเขียนโปสการ์ดก่อนนอนได้อีก สาม-สี่-ห้า-หก-เจ็ด-แปด ใบ จึงล้มตัวลงนอนเพื่อเอาแรงในวันถัดไป
“Things to do in Pai” vs “Do nothing in Pai”
สองวลีที่ขัดแย้งกัน เป็นคุณจะเลือกอย่างไหน?
สำหรับฉันแล้ว แน่นอนว่า มาทีไร ก็เลือกอย่างหลัง “Do nothing in Pai” เกือบทุกครั้ง
แต่ทว่าทริปนี้ ขืนเลือกแบบเดิม มีหวังเพื่อนที่มาไกลจากใต้ และ กทม. ทุบหัวตายแน่ๆ..
ดังนั้นวันที่สองในปาย เราจึงเริ่มต้นวันใหม่แต่สายตรู่ ตามประสาพวกตัวเป็นขน (ฮ่าๆ)
ส่วนเพื่อนคนอื่นที่พักหลังถัดไปนั้น ตื่นและไปตระเวนในเมืองกันแต่เช้า
อากาศยามสายในปาย หนาวมิใช่น้อย แถมยังเอาใจด้วยการมีหมอก
ให้คนตื่นสายได้ตื่นตาตื่นใจกันอีก ขนาดเวลาเก้าโมงครึ่งหมอกยังคงมิจางลงเลย..
อาหารยามเช้ามือแรกของวันในปายคือ ข้าวต้มร้อนๆ จากที่พัก
แถมด้วยโอวัลติน ที่เพื่อนซี้ชงให้ดื่ม ทำให้อุ่นท้องและรู้สึกดีไม่น้อย
เมื่อข้าวต้มกับโอวัลตินหมดไปพร้อมกับหมอกที่สลายไปอย่างไม่รู้ตัว
เรารีบคว้าหมวกพร้อมมอเตอร์ไซต์คู่ใจ เริ่มตะลุยเมืองปายวันนี้ด้วยการไปชม “วัดพระธาตุแม่เย็น” เป็นแห่งแรก
วัดพระธาตุแม่เย็น ตั้งอยู่บนที่สูง ทางขึ้นวัดเป็นทางวนขึ้นเนินเขาสูงชันพอสมควร
ฉันเกาะเอวเพื่อน พร้อมกับหรี่ตาด้วยความหวาดเสียว (จะหรี่ตาทำไมนั่น?!?)
แต่ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงวัดได้อย่างปลอดภัย
วัดพระธาตุแม่เย็น
.jpg)
บรรยากาศยามสาย(มาก) ในเมืองปาย
แต่จะให้ดี ควรมาตอนเย็นๆ มากกว่าค่ะ เพราะว่าที่นี่ถือว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้สวยแห่งหนึ่งเลยทีเดียว 

หลังจากเพื่อนอีกกลุ่มที่ตื่นเช้ากว่าเราตามมาสมทบ ก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี
เราแวะทานข้าวกันที่ร้านข้าวซอยชื่อดังแห่งหนึ่งของปาย
คนมีปริมาณเยอะมาก จนข้าวซอยไม่มีเหลือถึงโต๊ะเรา อาหารตามสั่งก็หมด จะมีก็แต่ข้าวราดแกงเท่านั้น
โชคดีที่เราได้ที่นั่งต่อจากคุณพี่กลุ่มรถฮาเล่ย์คันใหญ่ “เชิญเลยครับ เชิญเลย นั่งเลยครับ”
พี่ผู้ชายใจดีในกลุ่มคนหนึ่งกล่าวเชื้อเชิญให้เรานั่งโต๊ะต่อจากเขา (ทั้งๆที่ยังมีถ้วยชามกองพะเนินอยู่บนโต๊ะ)
คนเยอะขนาดแย่งกันกิน แย่งกันใช้อย่างนี้ บวกกับความหิว ก็ต้องนั่งไว้ก่อนตามคำเชิญ (ฮ่าๆ)
นานเพียงไหน รอเท่าใดแล้ว.. พนักงานก็ยังไม่มาเก็บจานบนโต๊ะ รวมทั้งรับออเดอร์…
ร้านนี้ในยามคนล้น เราต้องช่วยตัวเราเองนะคะ กับข้าวก็ต้องไปสั่งแล้วยกมาเสิร์ฟเอง
ของบนโต๊ะ ก็เคลียร์เอง ส่วนน้ำดื่ม ก็ต้องไปหามาทานเองค่ะ
แหม..แบบนี้ น่าจะมีการลบค่าเซิอร์วิสชาร์จตัวเองออกจากรายการอาหารตอนคิดเงินนะคะเนี่ย ;P
กองทัพเดินด้วยท้อง… ทานข้าวเสร็จก็เหมือนเติมพลังงานเข้าไป พวกเราจึงไม่รอช้าที่จะตามล่า
ไปเยือนยังสถานที่เป้าหมายถัดไปของเรา นั่นคือ “วัดน้ำฮู” ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งของปาย
ทางไปวัดน้ำฮูนั้นสวยมาก เพราะมีฉากรายล้อมไปด้วยภูเขา อย่างที่เห็นในภาพ

วัดน้ำฮู

เหตุที่ วัดน้ำฮู ต.เวียงใต้ อ.ปาย เป็นวัดที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงก็เพราะว่า เป็นที่ประดิษฐานของพระอุ่นเมือง
ซึ่งเป็นพระพุทธรูปตามแบบศิลปะล้านนา และที่สำคัญ เป็นที่เล่าลือว่า พระเศียรกลางเปิดได้
และมีน้ำซึมออกมาอยู่เสมอ ..ฉันเล่าให้เพื่อนๆฟัง อย่างที่รู้ๆ มา แต่สงสัยบุญพวกเราไม่มีพอ
เพ่งเท่าใด จ้องหาเท่าไหร่ก็ไม่เห็น 
เมื่อมาถึงวัดน้ำฮูซึ่งเลยมาไกลจากตัวเมืองปายประมาณ 3 กิโลเมตรแล้ว ไฉนเลยจะไม่ไปเยือน
“ศูนย์วัฒนธรรมจีน” เล่า เพราะอยู่ถัดจากวัดน้ำฮูไปไม่กี่ร้อยเมตรเอง

ขอบคุณภาพนี้จากกล้องนู๋หวีด (แต่ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนถ่าย 555)
ศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนาน หรือ Chinese Village เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ระลึกจากจีน
รวมทั้งการก่อสร้าง บ้านดินแบบจีน พร้อมทั้งมีอาหารแบบจีนยูนาน และของกินที่เป็นของฝาก
ให้ได้ซื้อหารับประทานกัน หรือจะซื้อเป็นของฝากกันได้อย่างสำราญใจ
เล่ากันว่า เมื่อก่อนเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางขนส่งยาเสพติด ปัจจุบันชาวบ้านในหมู่บ้านสันติชลนี้
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน-ยูนนาน ได้รวมใจกันสร้างศูนย์แห่งนี้ขึ้น เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนนั่นเอง

พวกเราถ่ายรูปอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้นานพอสมควร เพราะว่ามีที่ให้ได้ถ่ายรูปกันหลายจุด
เรานั่งพักเหนื่อย และอ้อยอิ่งตรงระหว่างทางเดินไปศาลากลางน้ำอยู่หลายนาน
จนได้เวลาออกจากที่นี่ บ่ายหน้ากลับไปยังเส้นทางเดิมที่ขี่(มอเตอร์ไซต์)มา
จริงๆ แล้วถัดจาก ศูนย์วัฒนธรรมจีน ยังมีที่เที่ยวอีกแห่ง คือ น้ำตกหมอแปง
แต่แผนของเรา ตั้งใจไว้ว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ แถวสะพานประวัติศาสตร์ ท่าปาย
เราจึงเบน หน้า ออกสู่เส้นทางปาย-เชียงใหม่ โดยระหว่างทางนั้นได้แวะไปดู กองเลน หรือ
เป็นที่รู้จักกันอีกนามว่า “สู่ปายแคนยอน” เหตุที่ได้ชื่อนี้เพราะว่า บริเวณแห่งนั้นมีลักษณะคล้ายๆ
กับแกรนแคนยอน แต่ว่าของเราเล็กกว่าหลายสิบเท่านัก
ทางขึ้นปายแคนยอนค่อนข้างลำบาก สำหรับคนที่ใส่รองเท้าแตะมาอาจจะไม่สะดวกเท่าไรนัก
เพราะว่าเป็นทางขรุขระและต้องไต่ขึ้นเนินเขาสูงประมาณ 200 เมตร
และเมื่อขึ้นมาถึงแล้ว บางอาจต้องตะลึงเล็กน้อยพร้อมกับคำพูดว่า “คุ้มมั้ยเนี่ย ที่อุตห์ส่าดั้นด้นมาดู….”
(ต้องออกตัวไว้ก่อน ไม่อยากให้ตั้งความหวังไว้มากกับปายแคนยอนน่ะค่ะ อิอิ)
แต่ถ้าถามฉัน ฉันว่าคุ้มทุกตารางนิ้วที่ก้าวย่างเลยหละ
ปายแคนยอน หรือ กองเลน

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด เราจะไม่หวั่นไหว..
หลังจากที่ใครบางคนปาดเหงื่อกันแล้ว เราจึงมุ่งหน้าไปต่อยังสะพานประวัติศาสตร์ ท่าปาย
แต่เดี๋ยวก่อน… พวกเราเห็นอะไรไหม? มีร้านกาแฟเปิดใหม่บริเวณเยื้องๆ กับสะพาน
เมื่อเป็นดังนี้ ก่อนไปถ่ายรูปบริเวณสะพาน เราจึงแวะพักเหนื่อยด้วยการเยื้องย่างเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในร้านนั้นนั่นเอง
ร้านกาแฟวาวี ร้านกาแฟชื่อดังจากเชียงใหม่ (ภาพจากล้องนู๋หวีด)

สะพานประวัติศาสตร์ (ท่าปาย) เป็นสะพานเก่าแก่สร้างขึ้นเป็นทางลำเลียงสิ่งของกำลังพล
และอาวุธในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี พ.ศ. ๒๔๘๕) และไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว
เพราะมีสะพานคอนกรีตผุดขึ้นมาอยู่ด้านข้าง ใช้งานในปัจจุปันแทน
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาถ่ายรูป และเดินเท้าข้ามสะพานแห่งนี้
เพื่อเป็นที่ระลึกในการมาเยือนปาย แต่บัดนี้ตัวสะพานชำรุดมาก จนต้องติดป้ายห้ามเข้าจากอีกฝั่ง
ส่วนฝั่งด้านหน้าสะพาน นั้นติดป้าย บอกว่า “งดใช้บริการ”
อย่างไรก็ดี ไม่รู้ว่าพวกเราเจอมนต์ขลังของสิ่งใดกันแน่
ดึงดูดให้ก้าวเท้าผ่านเข้าไปถ่ายรูปบนสะพานที่ชำรุดนั่น
โดยลืมคำเตือนของป้ายไปอย่างสนิทใจเลยทีเดียว!
วิวสวยๆ ยามเย็นที่เราตัดใจจากวัดพระธาตุแม่เย็น มาถ่ายที่สะพานแทน (สังเกตดีๆ จะเห็นสะพานเหล็กอยู่ด้านข้าง)

สะพานประวัติศาสตร์ (ท่าปาย) กับลำน้ำปาย

เมื่อพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา ก็ถึงเวลาอาหารค่ำอีกรอบ
หลังจากนัดแนะกันดิบดีว่ามื้อนี้ เราจะทานอาหารในร้านอาหารที่มันหรูๆ แบบว่าโรแมนติกหน่อย
สุดท้ายพวกเรา ก็เปลี่ยนใจไปลงที่ร้านขนมจีนข้างทางตรงถนนคนปายแทน
ขนมจีนนั่งแคร่ ที่บรรยากาศคล้ายๆ กันกับร้านขนมจีนที่กาดหลวง เชียงใหม่
ทานอาหารกันเสร็จแล้ว แต่ราวกับพวกเราทานบรรยากาศกันไม่อิ่ม
จึงก้าวท้าวเดินตะลุยถนนคนปาย กันต่ออีกคืน อย่างที่ไม่มีท่าทีจะเบื่อเลย.. 
(ไม่เชื่อดูรูปสิจ๊ะ)



บทสรุปภาคจอมยุทธฯ
แสวงหาสิ่งใดในปาย? คำถามในใจนี้ลอยมาเมื่อตอนที่เข้าไปนั่งในร้านอาหารแห่งหนึ่งในปาย
ยามที่เห็นคนแย่งกันกินแย่งกันเที่ยว..
ยามที่เห็น เหล่าช๊อปเปอร์, อาซิ้ม, บรรดาเจ๊ทั้งหลายรวมตัวกันมาเที่ยวปาย..
ที่แห่งนี้ ใช่แล้วหรือ สำหรับท่าน
พวกท่านเหล่านี้ แสวงหาสิ่งใดกันฤา?
ก็แล้วตัวเจ้าหละ แสวงหาสิ่งใด?
พลัน ก็พบคำตอบ..
ลำน้ำปาย ที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย ปีแล้วปีเล่า

วิถีปาย (ถ่ายโดยเด็กเทพ)

ใช่.. ข้าพเจ้ามีคำตอบซึ่งจริงๆ เคยตั้งคำถาม และเจอคำตอบไว้นานแล้ว
ผู้คนเกิดจากแม่แห่งธรรมชาติ อันมีองค์ประกอบ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ต่อให้อยู่ในเมืองใหญ่ หรืออยู่กับตึกสูงระฟ้าเพียงใด
ก็ย่อมอยากกลับคืนสู่อ้อมกอดแม่แห่งไพร เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติสักครั้งหนึ่ง หรือหลายๆครั้ง
ไม้เว้น แม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง..
ไม่ผิด หากใครซักคนจะคิดเยือนเมืองปาย เพื่อแสวงหา
สำหรับท่านที่มาผิดที่ผิดทาง อย่างไรปายก็ยังยินดีต้อนรับท่าน
แต่ขอได้ไหม อย่าให้ปาย กลายเป็นเมืองที่สายเกินไป
รักปาย ต้องรักษ์ อย่างถูกจริงจัง และ จริงใจ
ไม่รักปาย ก็อย่าได้ทำลาย
ให้ใจ แลกใจ และ อย่าลืมว่า ไป ปาย ครั้งต่อ ไป เอาหัวใจไปแลกกับ ปายด้วย นะคะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
STORY BY: 009
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ปล. สามารถดูรูปเพิ่มเติมได้ใน เมนู “โปสการ์ด” หรือคลิกที่นี่ก็ได้ค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ : )
15 ธันวาคม 2550
May
14
ถนนคนเดิน เชียงใหม่

วันอาทิตย์วันหนึ่งในเย็นย่ำย่างสู่ฤดูหนาว ฉันย่างเท้าเริ่มต้นจากบริเวณหน้าวัดพระสิงห์
จ. เชียงใหม่ เข้าสู่ถนนสายที่เรียกได้ว่า เป็นแหล่งรวมสินค้าหัตถกรรม สินค้าที่ระลึก
แห่งใหญ่ที่สุด ของเชียงใหม่ นาม “ถนนคนเดิน” จ. เชียงใหม่
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เทศบาลเชียงใหม่ จะปิดถนนส่วนหนึ่งในเชียงใหม่ เพื่อให้ชาวบ้าน
คนในท้องถิ่น (แต่ก็มีคนต่างถิ่นอีกไม่น้อย) นำสินค้าหัตถกรรม มาวางขายของบนถนนคนเดิน
ถนนคนเดิน วันอาทิตย์ ณ ปัจจุบัน ตั้งอยู่ บริเวณตั้งแต่หลังประตูท่าแพ ไปทางด้าน
ถ.ราชดำเนิน ถึงสีแยกกลางเวียง เลยไปถึงหน้าวัดพระสิงห์ โดยสี่แยกกลางเวียง จะมี
ทางซ้ายแยกไปทางวัดเจดีย์หลวง ทางขวาก็จะมีไปจนถึงเยื้องๆ หน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์
รวมความยาวถนนรวมๆ ได้ประมาณหนึ่งกิโลเมตรครึ่ง
ส่วนถนนคนเดิน วันเสาร์นั้น ตั้งอยู่บนถนนวัวลาย ถนนที่ขึ้นชื่อว่า เป็นถนนสายเครื่องเงิน
ย่านเก่าแก่ของเชียงใหม่ ซึ่งอยู่เยื้องๆกับ ประตูเชียงใหม่ ยาวไปจนเกือบสุดถนน
โดยรวมๆ แล้วน่าจะยาวประมาณหนึ่งกิโลเมตร
พ่อค้าแม่ค้า ต่างเริ่มเอาของมาวางขายบนถนนคนเดิน



ฉันเพิ่งจะได้เขียนถึงถนนคนเดินเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะอยู่เชียงใหม่มาหลายปีและได้ไปเดิน
ที่ถนนคนเดินมาหลายครั้งแล้วก็ตาม
ถนนคนเดิน-เชียงใหม่ ในสายตาของฉันนั้น ถือว่าเป็นแหล่งชอปปิ้ง ที่น่าสนใจที่สุด
แห่งหนึ่งก็ว่าได้ มีของวางขายหลายประเภท เป็นแหล่งรวมงานฝีมือ สินค้าทำมือราคาถูก
เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน ของที่ระลึก รวมทั้งเราอาจจะได้เห็น การแสดงฝีมือของศิลปิน
อิสระ (บางคนออกมาแสดงความสามารถพิเศษ เพื่อหาเงินค่าเทอมก็มี) คุณอาจได้เจอ
“ละอ่อน” แต่งชุดไทยมานั่งตีขิม อาจเห็นศิลปินผมยาวออกมาดีดกีต้าร์ร้องเพลงเป็นต้น
ก็ถ้าหากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่มาเยือนเชียงใหม่ เป็นคนที่ชอบงานฝีมือ งานศิลปะ และ
ไม่เกี่ยงเรื่องการเดินแล้ว ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งที่จะมาเดิน ณ ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่
เน้อเจ้า…
งานศิลปะบน ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่



งานฝีมือ ของที่ระลึก ของแต่งบ้าน ฯลฯ





คุณยายผู้ไม่ยอมแพ้

แวะไหว้พระ ที่วัดพันอ้น (ขอให้ลูกถูกหวยด้วยเถ๊อะ สา-ธุ)

เหล่าศิลปิน ที่มักเป็นแหล่งของคนมุง



เอ.. ไม่แน่ใจว่านี่ใช่ศิลปินไหม แต่ฉันว่าใช่นะ แถมยังมีน้ำใจ เข้าแถวเรียงหนึ่งเสียด้วย

บรรยากาศ คนเดิน และอื่นๆ





ปล. ถนนคนเดินเค้าเปิดกันตอนเย็นๆ นะคะ เริ่มต้นประมาณ สี่โมงเย็นไปจนถึง สี่ทุ่มค่ะ
Story by: 009
25 พฤศจิกายน 2550
May
14
“ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอพิชิตภูกระดึง” คำกล่าวนี้เกือบจะไม่เป็นจริงเลยในชีวิตฉัน ถ้าไม่มีพี่สาวที่แสนดี เอ่ยปากชวนผ่านใครคนหนึ่งมาในช่วงเวลาที่ฉันพร้อมเดินทางไกลแบบขาลุยพอดี แถมยังมีข้อเสนอที่แก้ขัด ปัญหาบางประการในการเดินทางของฉันได้อีก ฉันจึงตกปากรับคำไปตามคำสั่งของหัวใจ ทั้งๆที่สมองนั้นยัง คอยหาเหตุผลมาคัดค้านอยู่หลายอย่าง ..เธอต้องเดินขึ้นเขาตั้งหลายกิโลเมตรนะ แล้วดูสิเนี่ย ได้ออกกำลังกายกะเค้าที่ไหนกัน? ที่สำคัญที่สุด งานท่วมหัวอย่างนี้น่ะจะแก้ปัญหาอย่างไร?
ถ้าหากว่าเหตุผลทั้งหลายเหล่านี้เป็นเหมือนฝุ่นทรายที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มันก็ถูกเป่าให้สลายไปโดยฉับพลันเช่นกัน..
…..เขาว่ากันว่าไปภูกระดึงแล้ว ไม่มีใครที่จะไม่หลงมนต์เสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็น “เขา” จากอินเตอร์เน็ต หรือจากในหนังสือ ก็ดูสิแม้แต่หนังสือ “ภูกระดึง” เล่มที่ฉันถืออยู่ในมือนี้ก็ยังมีวงเล็บบอกไว้ในตอนท้ายๆ เลยว่า “ไม่อยากกลับ”, “อาลัย อาวรณ์”, “หลงเสน่ห์ภูกระดึง” มันจะอะไรนักหนาเชียวกับสถานที่แห่งนี้
ฉันพลิกหนังสือดูตัวอย่างโปรแกรมการเที่ยวบนภูกระดึงไปมาอยู่หลายรอบ มีตัวอย่างอยู่ 3 โปรแกรม เริ่มขึ้นภูฯในเวลาต่างกันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า, แปดโมงครึ่ง และก็สิบโมง แต่ทำไมเวลาที่ไปถึงบนนั้นกลับเป็นเวลาเดียวกัน คือบ่ายสองโมง ? … ตกลงมันต้องใช้เวลาในการเดินทางเท้าขึ้นภูกระดึงกี่ชั่วโมงกันแน่? ฉันตระหนักถึงจุดนี้เพราะไม่ได้ เตรียมฟิตร่างกายสำหรับเดินทางครั้งนี้เลย เส้นทางเดินเท้าขึ้นยอดภูกระดึงระยะทาง 5,400 เมตร จากนั้นต้องเดินทางราบ ไปถึงที่ทำการฯ 3,500 เมตร จึงทำให้รู้สึกกังวลว่าจะเป็นภาระของผู้ร่วมทาง ดังนั้นหากรู้กำหนดเวลาในการเดินทางเท้าขึ้นภูฯ
ได้ก็จะดีไม่น้อยเลย…
โดย: 009
กลางเดือน ม.ค. 2548
May
14
-2-
โชคดีที่มีเท้า (ไว้เดิน)
แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง ฉันขึ้นรถทัวร์ เชียงใหม่-หนองบัวลำภูจากสถานีขนส่งอาเขตเชียงใหม่เวลาหนึ่งทุ่ม
ไม่ลืมที่จะแหงนหน้ามองฟ้าทุกครั้งเวลาเดินทาง คืนนี้มีจันทร์ครึ่งดวงพร้อมหมู่ดาราเป็นเพื่อนนำทาง
รถแล่นไปเรื่อยๆ หลับๆตื่นๆ จนกระทั่งมาถึงที่สถานีขนส่งอำเภอเมืองเลยในเวลาตีสี่ครึ่งจึงลงจากรถ
และต่อรถทัวร์สาย เลย-ขอนแก่น ไปลงที่ตลาดอำเภอภูกระดึง เพื่อที่จะต่อรถสองแถวไปลงหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

น้ำชาที่ตลาดภูกระดึง
ภูกระดึง ยามมองจากรถสองแถว
หลังจากพร้อมเพรียงกันที่หน้าทำการอุทยาน ชั่งน้ำหนักสัมภาระ จ้างลูกหาบ เข้าห้องน้ำห้องท่าแล้ว
เราก็เริ่มเดินขึ้นภูฯ ตอนเจ็ดโมงสี่สิบห้า “เราจะเดินไปแบบไม่รีบนะ” พี่สาวคนโตผู้ร่วมเดินทางบอก
การเดินขึ้นภูฯครั้งนี้เป็นครั้งแรกของฉันในขณะที่เป็นครั้งที่สามสำหรับผู้ร่วมเดินทางอีกสองท่าน
ฉันจึงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเลย แต่เดินไปอย่างกระปรี้กระเปร่าได้สิบนาทีฉันก็เริ่มเหนื่อย
ความไวของการก้าวเท้าเริ่มสวนทางกับเวลา เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นแข่งกับจังหวะการเต้นของหัวใจ
โอววว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังขนาดนี้ เหลียวซ้ายแลขวา รีบกอดอกตัวเองไว้ (กลัวคนอื่นได้ยิน)

เส้นทางเดินขึ้นภูฯ ช่วงแรกๆ
อุทยานแห่งชาติภูกระดึงตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย บนภูเขาหน้าตัดรูปหัวใจ
สูงประมาณ 1,228 เมตร จากระดับน้ำทะเล ข้างบนนั้นมีเส้นทางท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติอยู่หลายที่ มีน้ำตก และหน้าผาต่างๆให้ชมวิวอยู่หลายจุด แต่ละจุดจะอยู่ห่างกันไปหลายร้อยเมตรถึงหลายพันเมตร ซึ่งพาหนะในการนำเที่ยวชมในแต่ละแห่งนั้นก็คือเท้าของเรา นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะไปเดินทางราบข้างบนได้นั้น ฉันจะต้องฝ่าด่านเดินทางชันระยะทางห้ากิโลเมตรกว่าๆนี้ ให้ได้เสียก่อน

มองดูแผนที่แล้วก็ให้ดีใจ เพราะตลอดระยะทางเดินขึ้นเขาจะมีจุดพักหลายจุดมาก แต่ละจุดจะมีชื่อขึ้นต้นว่า “ซำ” ซึ่งมาจากภาษาอีสานแปลว่า “บ่อน้ำ” ที่นั่นจะมีจุดให้พัก มีอาหาร, น้ำแข็งไส, ไอติม, ผลไม้เย็นๆ และเครื่องดื่มขาย พร้อม โดยจุดพักจุดแรกจะอยู่ที่กิโลเมตรที่หนึ่ง เรียกว่า “ซำแฮก” ฉันเดินไปแบบหืดขึ้นคอ เหนื่อยจนต้องพักริมทางหลายรอบ เดินต่อไปเท่าไหร่ก็ยังไม่ถึงซำแฮกสักที แม้พี่สาวคนโตจะชี้ชวนให้ดูดอกไผ่ที่จะเห็นได้แค่ครั้งเดียว “พอมันออกดอกแล้วมันก็จะตาย” เธอบอก แม้สองข้างทางจะสวยงาม(แบบแห้งแล้ง)แค่ไหน ฉันก็ไม่มีกะจิตกะใจ จะดูอะไรสักอย่าง “ฮือๆ ซำแฮก…กว่าจะถึงก็(หอบ)แฮกไปหลายๆยกเสียก่อน” ฉันนึกในใจ :<

ภาพดอกไผ่ค่ะ (ถ่ายตอนขากลับ)
ฉันเดินไปแบบได้ยินเสียงเต้นของหัวใจไปพร้อมๆ กับการเต้นของชีพจรในขมับทั้งสองข้าง ยังส่งผลให้ปวดหัว และพาลจะหน้ามืดเอา เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมามากพอที่จะรวมตัวกันเป็นน้ำย้อยลงมาตามหน้าผาก และมีอีกส่วนหนึ่งไหลลงมาตามร่องอก (อึ๋ยย จักกะเดียม) ฉันปาดเหงื่อตรงหน้าผาก กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มองดูหนทางข้างหน้า เห็นคนเดินสวนลงมา “โห..ยังอีกตั้งไกล” พวกเขาบอก ก่อนที่จะเดินเลยผ่านไป “โห..ไม่ได้ให้กำลังใจกันเลย” พี่สาวบ่น ฉันมองตามกลุ่มที่เดินสวนไป “นี่ถ้าฉันจะกลับใจ หันหลังเดินกลับ ก็คงไม่ไหวเป็นแน่ ระยะทางที่เดินมาตั้งไกลและก็โหดไม่น้อย เฮ้อ…กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง …..ฮือๆ……..เอาก็เอาสู้ๆๆ” (บอกกับตัวเองดังๆในใจ)………..

แล้วเราก็มาถึงซำแฮกจนได้ ฉันกระวีกระวาดเข้าไปนั่งตอไม้ข้างป้ายเพื่อถ่ายรูป พอหย่อนก้นไปเท่านั้นแหละ แผ่นดินก็สั่นสะเทือน ฉันรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวหมุนไม่ยอมหยุดและแสงสว่างที่มีกำลังจะหายไป โอ้…..ไม่นะ ฉันจะไม่ยอมเป็นลมเด็ดขาด พยายามอยู่นิ่งๆ เท่าที่จะเป็นไปได้และตั้งสติให้มั่นคง เวลาผ่านไปแผ่นดินก็หยุดสั่น ทุกสิ่งรอบตัวเคลื่อนช้าลงและหยุดนิ่งในที่สุด ..หืดขึ้นคอ ฉันถือว่าระยะทางจากตีนภูจนถึงซำแฮกนั้น เป็นจุด สกัดดาวรุ่งจริงๆ (ฮือๆ)

หลักกิโลเมตรที่หนึ่ง เป็นจุดพักที่เรียกว่า “ซำแฮก” ถ้าสังเกตเบื้องหลัง จะเห็นร้านรวงมากมายค่ะ
หลังจากพักสักครู่ เราก็เดินทางกันต่อ ฉันมีแรงเดินต่อไปได้ด้วยน้ำดื่มชูกำลังตรา เกรเตอเรด ระยะทางจากซำแฮก ถึงซำถัดไปนาม ซำบอนเจ็ดร้อยเมตร เส้นทางนี้เดินแบบสบายๆ เพราะไม่ชันมาก เราเดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักหยุด แล้วก็เดินต่อไป ผ่านจุดพักต่างๆ (ซึ่งเข้าไปนั่งพักทุกซำเลย) ผ่านหลักกิโลเมตรที่สอง, สาม, สี่ จนมาถึงจุดพักสุดท้ายที่เรียก ว่า “ซำแคร่” ในเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง แวะทานข้าวเที่ยงกันที่นี่ หลังจากนั้นเราจะต้องเดินไปอีกหนึ่งพันยี่สิบเมตรบนทางชัน สี่สิบห้าองศา เพื่อไปถึงบนยอดภูกระดึงที่เรียกว่า “หลังแป”

หลักกิโลเมตรที่สองค่ะ (ตามเก็บทุกหลักกิโลฯ)
จำไม่ได้แล้วว่าคือ ซำอะไร แหะๆ
เมื่อพร้อมแล้ว เราก็เริ่มเดินทางในช่วงสุดท้ายของการเดินขึ้นภูฯ ช่วงเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ฉันชอบมากที่สุด แม้ทางจะชัน แต่ก็มีโขดหินก้อนใหญ่ๆ ให้เราปีนป่ายได้ตลอดทาง “เร้าใจมาก” รู้สักมันเหมือนการผจญภัยดี เดินไปได้เกือบๆครึ่งทาง เริ่มยกขาไม่ขึ้น ทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อย แม้หัวใจจะชุ่มฉ่ำ แต่ขามันไม่ยอมก้าวเดิน ทรมานมากในการบังคับให้กล้ามเนื้อขายกเพื่อก้าวเท้าเดินในแต่ละก้าว “โอย…” ฉันเผลอโอดครวญไม่ได้ เมื่อต้องบังคับเท้าก้าวขึ้นบันได อุปสรรคของเส้นทางนี้คือ บางช่วงจะบังคับให้ขึ้นบันได มีทั้งหมดเจ็ดแห่ง “โอ้บันไดสกัดดาวรุ่งเข้าแล้ว”

ช่วงเส้นทางเดินที่บอกว่าชอบค่ะ
บันได สกัดดาวรุ่งค่ะ
“ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว” คนที่เดินสวนมาบอก “น้องอาร์ม เคยเห็นทุ่งหญ้าในทีวีบ้างหรือป่าว
ตามรายการจีโอกราฟิก ที่มันเป็นทุ่งหญ้ากว้างและก็มีสัตว์วิ่งกลางทุ่งหญ้า” ฉันพยักหน้าหงึกๆ “นั่นแหละ อีกประเดี๋ยวน้องอาร์มก็จะได้เห็น” พี่สาวบอก “โห….แบบนั้นเลยหรือพี่” พี่สาวพยักหน้าหงึกๆ ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก บังคับใจสู้ให้มันยกเท้าให้ได้ “อึบ..โอย..ยุบหนอ พองหนอ อึบ…สู้ๆ” ฉันก้มหน้ายกเท้าขึ้นบันไดเก่าๆ (ที่เป็นบันไดลัด) จนผ่านขั้นสุดท้าย “อึบ!” โอ้วว……นี่นะหรือภูกระดึง ยามนี้ฉันรู้สึกตะลึงงันกับภาพเบื้องหน้าเสียเหลือเกิน!
เขียนโดย: 009
May
14
-3-
วันแรก-ผาหมากดูก และปลาหมึกสองตัว
ฉันเห็นชาวพื้นที่กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งรออะไรสักอย่างในที่ร่ม พร้อมเพลงอีสานหรือที่เรามักจะเรียกกันจนคุ้นปากว่า เพลงหมอรำ แว่วมาจากวิทยุหรือที่ไหนสักที่ ถัดออกไปด้านหลังตรงบริเวณหน้าห้องน้ำ มีรถเข็นจอดเรียงรายอยู่เป็นตับ ถ้าให้เดาก็คงเป็น บรรดาลูกหาบนั่งรอรับช่วงขนสัมภาระใส่รถเข็นจากคนที่หาบขึ้นมาอีกต่อหนึ่ง กวาดสายตาไปทางซ้าย มองเห็นผู้คนที่เป็นนัก ท่องเที่ยวเดินขวักไว่อยู่บริเวณป้ายบอกความสูงระดับน้ำทะเลพร้อมคำขวัญ “ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอพิชิตภูกระดึง” แลออกไปทางขวามือ เห็นเส้นทางเดินทอดยาวไปจนสุดลูกตา
“นี่น่ะหรือ ภูกระดึง!!” คำถามแรกโผล่เข้ามาในหัว “แล้วไหนหงะ ทุ่งหญ้าสะวันนาที่ว่าเหมือนในทีวี?!?” คำถามที่สองตามมาโดยไม่ทันได้คิดคำตอบคำถามแรก
คนไม่เคยมาและไม่เคยรู้มาก่อนอย่างฉันหันรีหันขวางแล้วก็เลือกเดินไปทางซ้าย เพื่อสำรวจอะไรเล่นๆแถวป้าย มีต้นสนต้น ใหญ่ยืนคู่กันสวยงามและสูงมาก แหงนขึ้นไปบนลำต้นเห็นตัดกับฉากหลังสีท้องฟ้าสดใส นึกในใจ “….ก็สวยดีนะ!” จากนั้นฉัน จึงได้รู้ว่าเราจะต้องเดินไปเรื่อยๆ อีกสามกิโลเมตรกว่าๆ (ลืมไปเลย) แต่คราวนี้เป็นทางเรียบ แหะๆ ดูเหมือนว่าจะเดินสบาย แต่ไม่เลยค่ะ ทางเป็นฝุ่นทรายนั่นสร้างความลำบากต่อการเดินไม่น้อยเลย “สู้เป็นดินแข็งๆ ธรรมดาซะยังจะดีกว่า” ฉันคิด เดิน
ทอดน่องไปเรื่อยๆ แซงคนอื่นบ้าง ถูกคนอื่นแซงบ้าง มีกลุ่มหนึ่งมากันสามสี่คน และก็มีสาวคนหนึ่งใส่เสื้อสีเหลืองเดินแซงพวกเราไป ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจมอง แต่เนื่องด้วยคนเราก็ต้องก้มหน้าดูเท้าบ้างเวลาเดิน จึงได้เหลือบเห็นอะไรบางอย่างเข้า “อะไรกันเนี่ย ฉันใส่รองเท้าหุ้มข้อที่เกาะพื้นอย่างดียังเดินแบบทุลักทุเลขึ้นมา แต่เธอนั้นใส่รองเท้าส้นสูงแหลมเปี้ยวขึ้นภูกระดึง!”

ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เราก็มาถึงที่ทำการอุทยาน (แบบคอแห้งผาก) มองดูนาฬิกา บ่ายสองโมง ติดต่อรับสัมภาระจากลูกหาบพร้อม มองหาทำเลเพื่อกางเต้นท์ บนนี้มีหมอนกับผ้านวมให้เช่า ฉันจึงไม่ห่วงเรื่องความเหน็บหนาวในตอนกลางคืนเท่าใดนัก ก่อนที่เราจะวางแผนไปไหนกันต่อนั้น ฉันก็ขอตัวไปอาบน้ำกันไว้ก่อน (เผื่อตอนเย็นไม่ได้อาบ) ขอบอก..บ่ายสาม น้ำที่นี่ยังกะออกมาจากช่องฟิตในตู้เย็น เย็นจนต้องร้องเวลาน้ำสัมผัสโดนผิวกาย ขนลุก สั่นผับๆ (แต่ก็มันดีค่ะ)
เส้นทางเดินบางช่วงระหว่างหลังแปไปที่ทำการอุทยานฯ
ระหว่างทาง
“เดี๋ยวเราจะไปผาหมากดูกกันนะ” พี่สาวบอก..เธอถามความสมัครใจก่อนว่าเราจะไปไหวไหม ใจฉันนั้นอยากพัก แต่อีกใจหนึ่งยังไงก็ได้ และด้วยความรู้สึกไม่อยากเป็นตัวถ่วง เลยตอบตกลง “ไปไหนไปกันค่ะ ได้อยู่แล้ว” แล้วเราสามคนก็เริ่มออกเดินกันอีกรอบ
เราเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางด้านหลังที่พักออกสู่เส้นทางเตะฝุ่น ถือว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามเส้นหนึ่ง ผาหมากดูกอยู่ห่างจากที่ ทำการเป็นระยะทางสองกิโลเมตร ในวันแรกของการขึ้นภูฯ หากพอมีเวลา คนส่วนใหญ่มักจะมาดูพระอาทิตย์ตกกันที่หน้าผานี้ บ่ายสี่คล้อยแล้วเหมือนพระอาทิตย์เล่นซ่อนหากับพวกเรา โผล่มาให้เราได้ดูเพียงเสี้ยววินาที แล้วก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว ฉันตระหนักว่า เราคงไม่เห็นพระอาทิตย์ตกแน่ๆ เพราะดูท่าทางฟ้าไม่เป็นใจเปิดทางให้พระอาทิตย์เผยโฉมโรยแสงลา แต่นั่นดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาของฉัน ยังยืนยันความคิดเดิมเสมอ แม้จะหลงลืมไปบ้าง นั่นคือ ระหว่างทางยังสำคัญเท่าๆ กับปลายทาง นึกได้แค่นี้ฉันก็มีความสุขแล้วหละ

เส้นทางด้านหลังที่พักที่ใช้ลัดเลาะไปผาหมากดูก
ระหว่างทาง
เวลาห้าโมงกว่าเราก็มาถึง ผาหมากดูก ระหว่างรอเวลาเราจึงหาอะไรรับประทานกันก่อน ร้านที่เรานั่งมีปลาหมึกย่างขายฉันเห็น แล้วอยากกินจึงเอ่ยปากชวนพี่สาว เธอเห็นด้วย เราจึงได้ปลาหมึกปิ้งมาสองตัว น่ากินมากกก ฉันไม่รีรอจัดการฉีกปลาหมึกเข้า ปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พี่สาวเรียกเก็บเงิน “สองร้อยสามสิบห้าบาทครับ” ทุกคนอึ้ง ข้าวสามจานกับปลาหมึกสองตัวทำไมมันแพง แต่ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยถามอะไร คนขายก็อธิบายต่อว่า “ปลาหมึกสองตัวหนึ่งร้อยบาทครับ” พวกเราอึ้งรอบสอง และฉันเองก็แทบจะสำลักเจ้าปลาหมึกตัวละห้าสิบบาทตัวนั้น
ระหว่างเดินไปที่หน้าผา พวกเราก็ถกเถียงกันเกี่ยวกับปลาหมึกสองตัวนี้ “มันคงมาไกล… แต่มันก็ไม่หนักนี่นา…ถ้าเป็นน้ำก็ว่าไปอย่าง” ผู้ชายคนเดียวในกลุ่มออกความเห็น แล้วความงามของภาพเบื้องหน้าก็กลบเกลื่อนประเด็นปลาหมึกออกไป

“หวีดหวิวลอยลมเล่นเหมือนยินเป็นเพลง
มีเหล่าเมฆาเป็นหางเครื่อง
ไร้ สี แสง
สุริยา โรยอ่อน…”
จริงอย่างที่คาด ฟ้าไม่เบิกทางให้ แต่กระนั้นความงามของหน้าผานี้ก็มีได้ลดน้อยลงเลย เรานั่งชมจนอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปอย่างเป็นทางการ จึงเดินกลับเป็นกลุ่มสุดท้าย มีกันอยู่สามคน สีของท้องฟ้าเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนต้องพึ่งแสงจากไฟฉายเส้นทางนั้นทอดยาว เบื้องหน้าปราศจากผู้คนและแทบมองไม่เห็นอะไรในระยะที่มากกว่าสี่เมตร เหลียวมองไปข้างหลังก็ว่างเปล่า ได้ยินแต่ เสียงของสุนัขจิ้งจอกหอนมาเป็นระยะๆ ประสานเสียงกันระงมจนทำให้อดนึกไปว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากพงหญ้าสองข้างทางเป็นหลายร้อยพันตัว (น่ากัวหงะ) เราพากันเร่งฝีเท้า หูก็พยายามเงี่ยฟังเสียงรอบตัว บางคราวได้ยินเสียงสวบสาบ เหมือนมีตัวอะไรเดินอยู่แถวนี้ จนพี่ผู้ชายต้องเอาไฟฉายที่ถืออยู่ในมือกราดส่องดูสองข้างทางอยู่บ่อยๆครั้ง“ถ้าสัตว์กินเนื้อ ดวงตาของมันจะ สะท้อนเป็นสีแดง แต่ถ้ากินพืช มันจะเป็นสีเขียว” พี่สาวผู้รอบรู้บอก

เส้นทางระหว่างผาหมากดูกกับอุทยาน (ตอนที่ยังไม่มืด)
“เหมือนรกร้าง หลงทางอยู่กลางป่า
ยื่นมือหา มีผ้าปิดตาไว้
ปลายทางอยู่ไหนหนอ…
ยิ่งเดิน เหมือนยิ่งไกล”
ฉันไม่เชื่อว่าเส้นทางระหว่างผาหมากดูกกับที่พักจะเป็นสองกิโลเมตรจริงอย่างที่ในหนังสือหรือแผ่นพับแผนที่บอกไว้ เราเดินกันแบบจ้ำอ้าวมาก็นาน แถมบางช่วงกึ่งเดินแกมวิ่งก็แล้ว แต่ยังรู้สึกเหมือนเราเป็นเต่าเดินเชื่อช้าและไม่มีวี่แววว่าจะถึงสัก ที “ไม่ชอบเส้นทางนี้เลย….” จนเวลาล่วงเลยไปอย่างเนิ่นนาน เราจึงเห็นแสงสว่างไกลๆมาจากที่พักอุทยานฯ ฉันใจชื้นและคิดว่าทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างกัน จึงพร้อมใจกันเร่งฝีเท้าจนท้ายที่สุดเราก็มาถึงที่พักกันอย่างปลอดภัย (เฮ้อ….เหนื่อยมากแต่ก็โล่งอก)
เขียนโดย:009
keep looking »